หมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม
3/4/2010 8:35:20 AM


หมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน

เครื่องเงินลือเลื่อง    ถิ่นเมืองครูบา    ผ้าทองามตา    เด่นสง่าพระบาทห้วยต้ม

ประวัติความเป็นมา

                     ประมาณปี  2506 ชุมชนพระบาทห้วยต้มยังไม่ได้เป็นหมู่บ้าน เป็นอาศรมอารามที่ตั้งอยู่กลางป่าขึ้นตรงกับบ้านนาเลี่ยง หมู่ 1 ตำบลนาทราย  อำเภอลี้  จังหวัดลำพูน  โดยมีหลวงปู่ครูบาวงศ์จำพรรษาอยู่ที่นี่ ก่อนที่ท่านจะได้มาจำพรรษาอยู่ที่นี่ ท่านก็เคยได้เดินทาง จากริก-ธุดงค์ไปตามหมู่บ้านชาวเขาต่างๆแถว จังหวัดตาก จังหวัดแม่ฮ่องสอน  จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ทำให้เป็นที่รู้จักของชาวเขาและเคารพนับถือเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก        
                    ในเวลาต่อมาปี  2513  ก็ได้มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงจากตำบลแม่ตื่น  อำเภอแม่ระมาด  จังหวัดตาก ได้พากันอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ใกล้อารามพระบาทห้วยต้ม เป็น จำนวน 13 ครอบครัว  65  คน  การที่อพยพมาในครั้งที่ทุกคนมีความตั้งใจอยากจะมาอยู่ใกล้หลวงปู่ครูบาวงศ์เพื่อจะได้ทำบุญถือศีลปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่หลังจากนั้นเป็นต้นมา  ก็ได้มีชาวเขาอพยพเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ  ส่วนมากกมาจาก  จังหวัดตาก  จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน            
                    ปี  2518 ชุมชนพระบาทห้วยต้ม  ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นหมู่บ้านอย่างเป็นทางการ ตามพระราชบัญญัติปี 2457 โดยมี นายบือวา  ผ่องพรรณเจริญ  เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่บ้าน ปี 2523 ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านดีเด่น และได้รับพระราชทานแหนบทองคำ               

                      ปี 2521 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎรหมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม ทรงทอดพระเนตรเห็นสภาพพื้นที่และชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรชาวเขาทรงมีพระราชดำริว่า  หมู่บ้านแห่งนี้ประสบปัญหาขาดแคลนที่ทำกิน มีข้าวไม่พอบริโภคทุกปี ชาวบ้านเป็นโรคขาดอาหารโดยเฉพาะเด็กเล็กและชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงได้อพยพมาอยู่รวมกันเช่นนี้ เป็นผลดีในการลดการหักล้างทำลายป่า ลดพื้นที่ปลูกฝิ่นทางอ้อมจะได้ไม่ไปรับจ้างปลูกฝิ่น ให้ชาวเขาอื่นอีกด้วย”  ทรงโปรดเกล้าให้รับหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มอยู่ภายใต้มูลนิธิโครงการหลวง ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

                    ปี 2525-2528 ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 คือนายลาซอ  เริ่มตระกูลใหม่ ปี 2528 – 2530 ผู้ใหญ่บ้าน  คนที่  3 คือนายอนุ  ภูมิวนาดอน  2531 –2534 ผู้ใหญ่บ้านคนที่ 4 คือ นายจันทร์ดี  กิจวิทยาวรกุล
                    ปี 2534 –2545  ปัจจุบันพระบาทห้วยต้ม มีการขยายตัวของชุมชนอย่างรวดเร็ว มีการแยกหมู่บ้านอย่างเป็นทางการและถูกต้องทั้งหมด  หมู่บ้าน สาเหตุที่มีประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  คือ การอพยพเข้ามาของชาวเขาตามญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและบอกต่อๆกัน แหล่งที่มาของชาวเขาอพยพ  จังหวัดตาก  จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน         

                      หมู่บ้านพระบาทห้วยต้ม จัดว่าเป็นหมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ มีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่บ้าง  มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงซึ่งเคร่งครัดในการถือปฏิบัติมังสะวิรัต และเคารพสักการะครูบาไชยวงศ์ษาซึ่งได้มาจำพรรษาที่วัดพระบาทห้วยต้ม 

สภาพทั่วไป

                    หมู่บ้านพระบาทห้วยต้มอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลนาทราย อำเภอลี้  จังหวัดลำพูน  มีชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในพื้นที่คลอบคลุม 8 หมู่บ้าน คือ

                    1.  พระบาทห้วยต้ม  หมู่  ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน กลุ่มชาติพันธ์  กะเหรี่ยง  211 หลัง คาเรือน  224   ครอบครัว ประชากร ชาย 335 คน หญิง  345 คน เด็กชาย 203 คน เด็กชาย  174 คน รวมทั้งหมดเป็น  1,057 คน             
                    2.  บ้านหนองปู  หมู่ 9.นาทราย  .ลี้ จ.ลำพูน 589  หลังคาเรือน 632  ครอบครัว  ประชากร ชาย  887  คน  หญิง 849 คน เด็กชาย 652 คน เด็กหญิง 601 คน รวมทั้งหมดเป็น 2,989 คน  
                    3.  บ้านหนองบอน หมู่ 11.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน 161 หลังคาเรือน 175 ครอบครัว ประชากรชาย 251 หญิง 238 คน เด็กชาย 131 คน เด็กหญิง 168 รวมทั้งหมดเป็น  788  คน         
                    4.  บ้านเด่นยางมูล  หมู่ 12.นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน 153 หลังคาเรือน 166 ครอบครัว ประชากรชาย 243 คน หญิง 255 คน เด็กชาย 99  คน เด็กหญิง 124 คน  รวมทั้งหมด  721  คน           
                    5.  บ้านหนองนา  หมู่  13  . นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน ประชากร 203 หลังคาเรือน 228 ครอบครัว ประชากร  ชาย  386  คน หญิง 334  คน  เด็กชาย  241  คน เด็กหญิง  210 คน รวมทั้งหมด  1,602 คน    
                    6.  บ้านเด่นทรายมูล หมู่ 14. นาทราย .ลี้  . ลำพูน155 หลังคาเรือน 169 ครอบครัว ประชากร ชาย 285 คน หญิง 250  คน เด็กชาย 146 คน             
                    7.  บ้านหนองเกี๋ยง  หมู่  18.นาทราย อ.ลี้ จ. ลำพูน 93 หลังคาเรือน 100  ครอบครัว ประชากรชาย 146 คน หญิง 142 คน เด็กชาย  81 คน เด็กหญิง  89  คน รวมทั้งหมด  485  คน            
                    8.  บ้านศรีเวียงชัย หมู่ 21  .นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน มี 275 ครัวเรือน  301 ครอบครัว  ประชากรชาย 311 คน หญิง 298 คน  เด็กชาย 203 คน เด็กหญิง 169 คน  รวมทั้งหมด 981 คน            

ทรัพยากรธรรมชาติ
- พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นพื้นที่ราบส่วนใหญ่เป็นศิลาแลง  ทำการเกษตรได้พอสมควร  พื้นที่ทำการเกษตร 13,202 ไร่ ที่สาธารณะ 1,056  ไร่ ป่าอนุรักษ์ 2,606 ไร่ ป่าปรับปรุงระบบนิเวศน์  1,431 ไร่         
- อ่างเก็บน้ำโครงการพระราชดำริ  มี  3  อ่าง คือ 1. อ่างเก็บน้ำแม่ลอง  2. อ่างเก็บน้ำแม่ปูน้อยและอ่างเก็บน้ำแม่ปูหลวงสภาพเศรษฐกิจ               
อาชีพของชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม  ปลูกข้าวไร่  นาดำ ข้าวโพด ลำไย           

การทำอาชีพเริมปลูกพืชเศรษฐกิจ  เช่น  ปลูกถั่วเขียว  ผักสวนครัว      
การทำอาชีพเสริมนอกภาคเกษตรที่ทำรายได้ให้กับครอบครัว  ได้แก่  การทำเครื่องเงิน  ทอผ้า  ตีเหล็ก  ขุศิลาแลง และการจักสาน

ลักษณะภูมิอากาศในบริเวณพื้นที่โดยทั่วไปจะเป็นแบบร้อนชื้น สลับแล้ง  อุณหภูมิโดยเฉลี่ยทั้งปี 26.1 องศาเซลเซียส  สภาพป่าเป็นป่าแดง และป่าเบญจพรรณ มีแหล่งน้ำที่สำคัญตามธรรมชาติห้วยแม่ลองไหลผ่านทางด้านใต้ของพื้นที่

   ห้วยแม่ปูไหลผ่านทางตอนเหนือของพื้นที่

   ห้วยแม่หละไหลผ่านทางตะวันออกของพื้นที่

   ห้วยต้มไหลผ่านทางตอนกลางของพื้นที่

สภาพสังคม/การปกครองและวัฒนธรรม
ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม มีหลวงปู่ครูบาวงศ์เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ทุกคนนับถือศาสนาพุทธในหมู่บ้านมีกฎกติกาไม่บริโภคเนื้อสัตว์และไม่ดื่มของมึนเมา

และห้ามจำหน่าย  มีการทำบุญฟังเทศทุกวันพระ  มีการพึ่งพาอาศัยและเอื้อการต่อกัน  มีความสามัคคี/มีการร่วมมือกันสูง  มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชนเผ่า 

เช่น การทอผ้า  การแต่งกายชุดประจำเผ่า และภาษาพูด 
การปกครองอาศัยผู้นำทั้งทางการ  (ผู้ใหญ่บ้าน , กำนัน , อบต.) กรรมการฝ่ายต่างๆ ผู้อาวุโส ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือ

 

ความสัมพันธ์ภายนอก     
ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ศูนย์ฯพัฒนาชาวเขา  โครงการหลวง และเกษตรพื้นที่สูง           
มีการบริการจากภาครัฐและหน่วยงาน  การศึกษาและสาธารณสุข       

การคมนาคม
           
        หมู่บ้านพระบาทห้วยต้มอยู่ห่างจากจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 173 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง  เส้นทางจากจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน-อำเภอป่าซาง-อำเภอลี้-ศูนย์ฯพระบาทห้วยต้มสภาพถนนเป็นลาดยางวิธีการเดินทางมี  2  วิธี  คือ ทางบกและทางน้ำ
เส้นทางการเดินทางมี   เส้นทาง   คือ
1.  เชียงใหม่-ลำพูน-ลี้-ศูนย์ฯพระบาทห้วยต้ม
2.  เชียงใหม่-สันป่าตอง-บ้านโฮ่ง-ลี้-ศูนย์ฯพระบาทห้วยต้ม
3.  เชียงใหม่-ลำน้ำปิง-เขื่อนภูมิพลจังหวัดตาก-ผ่านแก่งก้ออุทยานแห่งชาติแม่ปิง-ศูนย์ฯพระบาทห้วยต้ม
4.  ฮอด-ดอยเต่า-ลี้-ศูนย์ฯพระบาทห้วยต้ม
5.  ลำปาง-เกาะคา-เสริมงามลี้-ศูนย์ฯพระบาทห้วยต้ม

 ประเพณี วัฒนธรรม      

                    ชุมชนพระบาทห้วยต้มมีประเพณี ที่ถือสืบต่อมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ที่คล้ายคลึงกับประเพณีของชาวพื้นเมือง (ล้านนา) อย่างเช่น ประเพณีทานฉลากภัต,ประเพณีปอยหลวง , ประเพณีสงกรานต์ , ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่า ผีบ้านผีเมือง , ประเพณีปูเสาอินทขิล (สะดือบ้าน) ,ประเพณีเดือนเก้าเป็งสรงน้ำพระบาท แต่ที่โดดเด่นและแตกต่างจากที่อื่นคือประเพณีเปลี่ยนผ้าครูบาชัยวงศ์ษา

ระเพณีเปลี่ยนผ้าครูบาชัยวงศ์ษา     

                    ครูบาชัยยะวงศ์ษา เป็นบุคคลสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกองค์หนึ่งที่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงให้ความเคารพและศรัทธารวมทั้งคนพื้นราบ ซึ่งตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านได้ดำริคิดสร้างศาสนวัตถุ   ศาสนสถาน เช่น วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม  เจดีย์ศรีเวียงชัย เพื่อดึงและปลุกจิตศรัทธาให้เกิดมีในคณะศิษย์  และเป็นบุคคลสำคัญที่สร้างความเจริญให้แก่วัดและบ้านพระบาทห้วยต้ม         

                    ครูบาชัยยะวงศ์ษา ได้มรณะภาพ เมื่อวันที่ 17 พฤกษาคม  2543 ซึ่ง เมื่อครบรอบการมรณะภาพของท่านจะมีการทำพิธีเปลี่ยนผ้าให้กับครูบาชัยยะวงศ์ษา และในปี 2547 จะจัดขึ้นในวันที่ 13-17 พฤษภาคม  2547                    วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งเพื่อให้ศิษยานุศิษย์ได้แสดงออกซึ่งความเคารพและศรัทธาในตัวท่านและเป็นการทำบุญฉลองมลฑปเพื่ออุทิศแด่ท่านครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนา  และเป็นพระราชกุศลแด่พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเด็จมหาราชที่ทรงมีพระชนมายุครบ  72  พรรษา ซึ่งประเพณีเปลี่ยนผ้าครูบาในครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่  ตั้งแต่ท่านได้มรณะภาพและเป็นการจัดงานประจำปีที่ใหญ่กว่าทุกปี   กิจกรรมจัดขึ้นประมาณเดือนพฤษภาคม  ของทุกปี จะมีการเชิญพระสรีระท่านของหลวงปู่ครูบาเจ้าลงในศาสนาพิธี เพื่อทำการเปลี่ยนผ้า 

จุดเด่นของงาน

จะได้เห็นความศรัทธาและเคารพของชาวกะเหรี่ยงที่มีต่อครูบาเจ้าชัยยะวงศาพัฒนาจะร่วมทำบุญอย่างพร้อมเพรียงกัน และจะได้เห็นการแต่งกายของกะเหรี่ยงมากที่สุดในรอบปี ที่มาจากหลาย จังหวัด

ปูชณียสถานที่สำคัญ

1) วัดพระบาทห้วยต้ม

                     ภายในวัดมีพื้นที่กว้างขวางมาก มีสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่อลังการมากมาย เช่น วิหารพระพุทธบาท พระธาตุ วัดนี้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยต้มซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่มีถึง 1,200 ครอบครัว นอกจากจะได้มานมัสการพระพุทธบาทแล้ว ยังได้ชมวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงซึ่งยังคงเอกลักษณ์ทั้งรูปแบบบ้านเรือน การแต่งกาย และมีร้านจำหน่ายเสื้อผ้าแบบกะเหรี่ยง ย่าม เงินดุนลายเล็ก ๆ ด้วย

 

สิ่งที่น่าสนใจ

รอยพระพุทธบาท เป็นรอยขนาด 1x2 ม. ประดิษฐานอยู่ใน มณฑป ใกล้กับองค์พระบรมธาตุเจดีย์

สถานที่ตั้ง และการเดินทาง 

                    บ้านห้วยต้ม ต.นาทราย อ.ลี้ จาก อ.ลี้ ใช้ทางหลวงหมายเลข 106 ไปทาง อ.เถิน จ.ลำปาง ผ่านวัดพระธาตุห้าดวงไป 1.25 กม. เห็น สนง.ขนส่งลำพูน สาขาลี้ ทางซ้ายมือ เยื้องกันมีแยกขวามือ ให้เลี้ยวเข้าไปเล็กน้อย ผ่านบ้านแพะหนองห้า ตรงไปอีก 3 กม. เจอสี่แยกบ้านกะเหรี่ยง หมู่ 11 ให้เลี้ยวขวาไป 500 ม.เจอสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนน  รถยนต์โดยสารประจำทางขึ้นรถสาย ลี้-บ้านห้วยต้ม 

วิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง
              
     วัดพระพุทธบาทห้วยต้มแวดล้อมด้วยหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง หรือยางเลิงถึง 1,200 ครอบครัวชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้เป็นมิตรยังคงลักษณะรูปแบบประเพณีวัฒนธรรมของตนไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่ ไม่ล่าสัตว์ กว่า 50% เป็นมังสวิรัติ และยังคงแต่งกายด้วยชุดกะเหรี่ยงซึ่งทอผ้าเอง ในวันพระในหมู่บ้านจะคึกคักเป็นพิเศษ ชาวบ้านจะแต่งกายชุดประจำเผ่า ไปทำบุญและเวียนเทียนที่วัด นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้             

2) พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย

                    พระบรมธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย ได้เริ่มลงมือก่อสร้างขุดรากฐานปฐมฤกษ์เมื่อวันที่  ๒๔  พฤศจิกายน  ๒๕๓๘ ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ ลักษณะองค์เจดีย์ : จำลองแบบมาจาก พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า โดยมีพระเจดีย์องค์ใหญ่เป็นองค์ประธานอยู่ตรงกลางมีความสูงจากฐานถึงปลายบัวยอดฉัตร ๖๔.๗๑ เมตร และมีพระเจดีญ์องค์เล็ก เป็นบริวารอยู่โดยรอบจำนวน ๔๘ องค์ ซึ่งท่านหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา  ท่านได้ให้ความหมายว่า พระเจดีย์องค์เล็ก ๒๘  องค์แรก หมายถึงพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ที่ได้มาตรัสรู้โปรดเวไนยสัตว์ที่ล่วงแล้วมาแล้วพระเจดีย์องค์เล็กอีก ๑๐ องค์ หมายถึงเมื่อครั้งองค์พระบรมศาสดาได้เสวยพระชาติต่าง ๆ ๑๐ ชาติส่วนพระเจดีย์องค์เล็กอีก ๑๐ องค์ หมายถึงพระพุทธเจ้าอีก ๑๐ พระองค์ ที่จะมาตรัสรู้อีกภายหน้า  

                    ด้านในพระธาตุจะบรรจุพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก ๙ นิ้ว จำนวน ๘,๔๐๐ องค์ ซึ่งปัจจุบันได้บรรจุไปแล้ว ๔,๖๐๐ องค์ คงเหลือที่ยังไม่ได้บรรจุ ๓,๖๐๐ องค์ ส่วนรอบนอกบริเวณกำลังดำเนินการสร้างซุ้มเพื่อจะประดิษฐานรูปเหมือนพระเกจิอาจารย์ในประเทศไทย ประเทศพม่า จำนวน ๖๔ องค์เฉพาะองค์เจดีย์และบริวารตั้งอยู่บน พื้นที่ ๑ ไร่ ขนาด ๔๐ x ๔๐ เมตร พื้นฐานที่สร้างพระเจดีย์เป็นบ่อศิลาแลงขนาดใหญ่ หนาทึบมาก จึงไม่ต้องลงเสาเข็ม  ฐานขั้นแรกขุดลงไปต่ำกว่าพื้นดินประมาณ ๑ เมตร ก่อด้วยศิลาแลงขึ้นเป็นรูปทรงแปดเหลี่ยม คล้ายขนมเค้ก วางซ้อนกันขึ้นมา ๓ ชั้น  ชั้นที่ ๒ สร้างพระเจดีย์องค์เล็ก ๓๒ องค์ ชั้นที่ ๓ สร้างพรเจดีย์องค์เล็ก ๑๖ องค์ ชั้นที่ ๔จึงทำเป็นรูประฆังคว่ำเป็นทรงเดียวกับ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ประเทศพม่า รวมเนื้อที่โดยรอบพระเจดีย์ด้วยประมาณ ๖ ไร่

                    สาเหตุที่ท่านได้เลือกก่อสร้างพระเจดีย์ชเวดากอง (จำลอง) เพราะสถานที่แห่งนี้ได้ขุดพบเขา มูล ของพระโคอุสุภราชซึ่งเป็นพระชาติหนึ่งที่พระบรมศาสดาทรงเสวยอยู่ ท่านหลวงปู่ฯ จึงเลือกที่จะก่อสร้างพระเจดีย์เพื่อจะกันไม่ให้ชาวบ้านย้ายมาสร้างบ้านเรือนทับที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งก่อสร้างโดยช่างและคนงานชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มนั่นเองโดยค่าแรงงานที่จ้างชาวกะเหรี่ยงนั้นเป็นค่าจ้างที่ต่ำกว่าค่าแรงในตลาดแรงงานซึ่งจะเป็นเงินและข้าวสารเพราะช่างชาวกะเหรียงเหล่านี้จะได้อุทิศแรงงานและฝีมือส่วนหนึ่งเพื่อเป็นการทะนุบำรุงอีกทั้งร่วมจรรโลงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน.
         หัวใจพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย : แบ่งออกเป็น ๙ ช่อ คือ
        
 ช่อตรงกลาง  บรรจุพระพุทธรูปปางสมาธิขนาดหน้าตั้ง ๓๐ นิ้ว มีต้นโพธิ์ ๑ ต้น อยู่ด้านหลังพระพุทธรูป  ไม้เท้าหินอ่อน เครื่องกรองน้ำหินอ่อนไม้แก่นจันทร์
จากประเทศอินเดียหีบหินอ่อนบรจุผ้าจีวร ๓๐ เมตร บรรจุอยู่ในหีบแก้วอีกชั้นหนึ่ง  ไม้เท้าทำจากพญาไม้หุ้มด้วยเงินตาลปัตรแบบล้านนาทำด้วยทองเหลืองปิดทองและพระธาตุต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องสักการะบูชาที่มีผู้นำมาถวาย อาทิเช่น แก้ว แหวน เงินทอง
         ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน)  บรรจุพระพุทธรูปปางรำพึง  มองพิจารณารัตนบัลลังก์ (แท่นแก้ว)
         ทิศเหนือตรง(อุดร) บรรจุพระพุทธรูปปางเดินจงกรม (ปางลีลา)
         ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ(พายับ) บรรจุพระพุทธชินราชขนาดหน้าตัก ๓๐ นิ้วมีซุ้มเรือนแก้ว
         ทิศตะวันออกตรง(บูรพา)  บรรจุพระพุทธรูปปางประทานพร มีรูปคนเลี้ยงแพะ มีรูปแพะ ๒ ตัว และมีพระพุทธรูปขนาด ๙-๑๐ นิ้ว ประมาณ ๒๐๐ องค์
         ทิศตะวันออกเฉียงใต้(อาคาเนย์) บรรจุพระพุทธรูปปางนาคปรกอยู่กลางสระโบกขรณี มีน้ำล้อมรอบ มีสำเภาเงิน สำเภาทอง (น้ำได้มาจากน้ำทิพย์ ๗ บ่อ
บ่อน้ำทิพย์ที่วัดพระธาตุแก่งสร้อย, วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม, วัดแม่ต๋ำ(ลำปาง), บ่อน้ำพระฤาษี(นอกหมู่บ้านห้วยต้ม)
         ทิศใต้ตรง(ทักษิณ)  บรรจุพระพุทธรูปปางอุ้มบาตร มีไม้โพธิ์(ไม้นิโครธ) รูปท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ ถวายบาตร ๔ ใบ แด่พระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าได้อธิฐานจิตว่า ถ้าพระพุทธเจ้าสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าจริง ก็ขอให้บาตรทั้ง ๔ ใบ จงรวมประสานเป็นใบเดียว  และมีรูป ตปุสสะกับภัลลิกะ ถือข้าวสัตตู(ข้าวมธุปายาส) รูปพระอินทร์ถือถาด

ลูกสมอ รูปท้าวมหาพรหมอาราธนาพระพุทธเจ้าแสดงพระธรรมเทศนา
         ทิศตะวันตกเฉียงใต้(หรดี)  บรรจุพระมหาอุปคุต มีหม้อบรรจุพระธาตุอยู่หน้าพระอุปคุต
         ทิศตะวันตกตรง(ปักจิม) บรรจุพระพุทธรูปปางประทนพร  รูปพระพุทธบิดา, พระพุทธมารดา
ลักษณะยอดฉัตร  : ส่วนของยอดฉัตรพระเจดีย์บริวารนั้น  ขณะนี้ได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยเก็บไว้ในกุฏิพระเดชพระคุณหลวงปู่ฯ โดยมีลักษณะเป็นฉัตรเจดีย์แบบพม่า
ซึ่งนิยมแถบภาคเหนือ ทำโดยช่างชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มและข่างจากวัดพวกแต้ม จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนยอดฉัตรพระเจดีย์องค์ประธานนั้น เรียกว่า "บัวยอดฉัตร" ซึ่งจะทำด้วยทองคำบริสุทธิ์ น้ำหนักประมาณ ๒๕ กิโลกรัม เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๖ เซนติเมตร ความยาวประมาณ ๕๒ เซนติเมตร ซึ่งทางวัดพุทธบาทห้วยต้ม  กำลังบอกบุญพุทธศาสนิกชน ผู้มีกุศลเจตนาศรัทธาที่จะร่วมเป็นเจ้าภาพบริจาคปัจจัยเพื่อจะซื้อทองคำบริสุทธิ์หรือจะบริจาคทองคำบริสุทธิ์ก็ได้
         สถานที่ก่อสร้าง อารามหนองวัวเฒ่า หมู่ที่ ๙ บ้านหนองปู(ห้วยต้ม) ตำบลนาทราย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน อยู่ห่างจากวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ประมาณ ๑ กิโลเมตร
         ขนาดเนื้อที่  เฉพาะฐานองค์เจดีย์ประธานและบริวาร ตั้งอยู่บนพื้นที่ ๑ ไร่ รวมเนื้อที่รอบบริเวณพระเจดีย์ ประมาณ ๖ ไร่
 

3) บ่อน้ำทิพย์

                    เป็นที่สักการะ เคารพนับถือของชุมชน เป็นบ่อน้ำที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ตั้งอยู่บริเวณ บ้านพระบาทห้วยต้ม  หมู่ที่ 8 ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับพื้นที่ เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งสักการะอีกแห่งหนึ่ง

หินศิลาแลง ที่ขุดพบในบริเวณบ่อน้ำทิพย์ 

ผลิตภัณฑ์เด่น

1) ผ้าทอกะเหรี่ยงบ้านพระบาทห้วยต้ม

หัตถกรรมผ้าฝ้ายทอมือกะเหรี่ยงโบราณของชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงบ้านพระบาทห้วยต้ม อ.ลี้   .ลำพูน  เป็นการทอผ้า ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของกะเหรี่ยงตั้งแต่สมัยอดีตจนถึงปัจจุบัน

                    การทอผ้าของกะเหรี่ยงจะทำหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรเสร็จแล้ว ซึ่งการทอผ้าในสมัยอดีตยังไม่เป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ชาวกะเหรี่ยงบ้านพระบาทห้วยต้มทอผ้าฝ้ายเพื่อไว้สวมใส่ภายในครัวเรือนเท่านั้นไม่ได้มีการจำหน่าย       

                    ปี พ.. 2535ได้มีหน่วยงานทางราชการได้เล็งเห็นว่าการทอผ้าฝ้ายด้วยมือของกะเหรี่ยงซึ่งเป็นศิลปะที่น่าจะทำการส่งเสริมการผลิตเพื่อเป็นรายได้เสริมและเพื่อให้ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นควรจะมีการอนุรักษ์ศิลปะหัตถกรรมของกะเหรี่ยงไว้และเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้เยาวชนรุ่นหลังต่อไป  ต่อมาได้มีการจัดตั้งกลุ่มขึ้น การจัดตั้งกลุ่มครั้งแรกมีสมาชิก จำนวน 20 คน(ปัจจุบันมีสมาชิก  100  คนโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินกองทุนหมุนเวียนจากกรมส่งเสริมเกษตรจากสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงพระบาทห้วยต้มเป็นผู้ดูแล

                     ในการจัดตั้งกลุ่มและให้ความรู้ทางวิชาการ หลังจากที่มีการจัดตั้งกลุ่มและให้ความรู้ การอบรม ทำให้ผ้าทอมือของกะเหรี่ยงได้รับความนิยมมากขึ้น และมีการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมากขึ้น ทำให้ครอบครัวกะเหรี่ยงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันกลุ่มได้ดำเนินการโดยใช้งบประมาณสนับสนุนของกรมส่งเสริมฯเป็นเงินกองทุนหมุนเวียงภายในกลุ่ม จัดซื้อวัสดุ สีย้อม มาทอเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพและรูปแบบตามความต้องการของตลาด มีการย้อนสีด้วยเปลือกไม้ธรรมชาติ      การผลิตผ้าผลิตภัณฑ์สามารถผลิตได้ทั้งปี ผลิตได้ต่อเดือน 350 – 400 ชิ้น เฉลี่ยรายได้ / เดือน  รายได้  2,500 – 3,000 บาท ต่อราย เกิดรายได้เป็นที่น่าพอใจของสมาชิก เมื่อปี พ.. 2538  ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม ได้เข้าไปมีบทบาทในด้านเป็นที่ปรึกษาให้กับกลุ่มได้ด้านการตลาด และจัดอบรมให้ความรู้กับกลุ่มด้านแปรรูปผลิตภัณฑ์

แรงบันดาลให้มีกลุ่มผ้าทอกะเหรี่ยงลายโบราณ         
                 
   เนื่องจากชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้มได้รับการสนับสนุนและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด    จากครูบาชัยยะวงศ์ษาซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบและบุคคลทั่วไปให้ความเคารพนับถือ ในรอบวันมีการเข้าออกชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้มเพื่อนมัสการครูบาวงศ์ฯจำนวนมาก ประกอบกับความเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอกะเหรี่ยงจึงเป็นโอกาสในการสร้างอาชีพให้ตังเองและชุมชน              
การบริหารจัดการของกลุ่มผ้าทอ   
               
กลุ่มทอผ้ากะเหรี่ยงได้รับงบประมาณจากเกษตรที่สูง ประมาณ 20,000 บาท  ได้มีการแบ่งเงินออกเป็น  2 ส่วน โดยมีการแบ่งดังนี้               
1.  ไว้เป็นเงินกองกลาง เพื่อเอาไว้ซื้อฝ้ายเพื่อนำมาหมุนเวียนภายในกลุ่ม            
2.  ปล่อยกู้ให้กับสมาชิก โดยมีการคิดดอกเบี้ยร้อยละห้าสิบสตางค์ ระยะเวลาในการปล่อยกู้ คือ 6 เดือน ซึ่งระยะ 6 เดือนจะต้องมีการคืนเงินดอกเบี้ยให้กับกลุ่ม ถ้ามีสมาชิกกู้ระยะเวลา  1  ปี จะต้องคืนทั้งต้นและดอก3.  มีการคืนเงินปันผลให้กับสมาชิกจะได้ 15 % คณะกรรมการ จะได้เงินปันผล 35%              
         

 กฎระเบียบของกลุ่มผ้าทอ               
ถ้าสมาชิกได้มีการนำเอาฝ้ายของกลุ่มจะต้องมีการทอผ้าให้กับกลุ่มและขายให้กับกลุ่ม      
ตลาดที่กลุ่มผ้าทอส่งขาย  ได้แก่     
1.  ฝากขายผลิตภัณฑ์ ผ่านหน่วยงานต่างๆ เช่น โครงการหลวง , ศูนย์ส่งเสริมเกษตรที่สูงผาลาด  ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา    
2.  มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายในชุมชน  สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ตั้ง อยู่ ม.8 .นาทราย อ.ลี้ จ.ลำพูน            
3.  มีการส่งขายผลิตภัณฑ์ที่กรุงเทพฯ ได้แก่ ร้านศรัญญาไหมไทย  ร้านดารุณีผ้าฝ้าย และร้านทอเงินผ้าฝ้าย

ศูนย์จำหน่ายสินค้า OTOP ในหมู่บ้าน

  

2. เครื่องเงิน 

ประวัติความเป็นมา
                       การทำเครื่องเงินเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชนเผ่ากะเหรี่ยงที่ทำกันตั้งแต่สมัยอดีต สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการทำเครื่องเงินในอดีตของชนเผ่ากะเหรี่ยงเพื่อไว้เป็นเครื่องประดับ เครื่องแต่งกายประจำตัวมากกว่าทำเพื่อไว้จำหน่าย
                การทำเครื่องเงินในชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม เริ่มทำเมื่อปี พ.ศ.2524 โดยอาจารย์จ่าโพ เป็นผู้ริเริ่มทำเครื่องเงินเป็นบุคคลแรกโดยอาศัยความรู้เดิมที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษโดยเริ่มจากการทำทองเหลืองเพื่อทำยอดฉัตร การทำหัวใจพระพุทธเจ้าที่จะต้องใช้เงินแถบ (เป็นเงินรูปีของอินเดีย มีค่าของเงินอยู่ประมาณ 80% หาซื้อได้ในพื้นที่ จังหวัดตาก) ซึ่งทำการหัวใจพระพุทธเจ้า  จะทำเพื่อบรรจุในพระพุทธรูป  และต่อมาก็ได้ทำเครื่องเงินเพื่อเป็นอาชีพเสริมซึ่งอุปกรณ์การทำเครื่องเงินในอดีตยังไม่ทันสมัยและมีเพียงไม่กี่ชนิด และการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นใช้เวลานาน แต่ในปัจจุบันอุปกรณ์การทำเครื่องเงินทันสมัย การผลิตสินค้าใช้เวลาน้อยลงและผลิตได้สินค้ามากขึ้น   ซึ่งกระบวนการทำเครื่องเงินนั้น เมื่อได้เงินแถบมาก็จะนำไปหลอมให้เป็นแท่ง  จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนจนได้เครื่องเงินที่เป็นแบบสำเร็จรูป ในช่วงแรกๆ การทำลวดลายจะเป็นลายแบบสมัยโบราณ อาทิเช่น ลายพดด้วง จากรัชกาลที่ 5 –6 ลายสมัยลัวะ ละว้าและได้ปรับปรุงเป็นลายชาวเขา ลายเม็ดพุด ตะกร้อ  เม็ดเดือย ก้นหอย เม็ดถั่ว  ลูกประ ตีเหลี่ยม ไส้ไก่ เม็ดข้าว ฯลฯ จากความอดทนและความพยายามในการคิดค้นลายใหม่ๆ
ทำให้เครื่องเงินของบ้านพระบาทห้วยต้มมีการพัฒนาลายขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และได้รับความยอมรับจากตลาด ผู้ซื้อ โดยมีการพัฒนาลายขึ้นใหม่เป็นรูปปลา ผีเสื้อ ลายดอกไม้ เป็นต้น  ปัจจุบันหมู่บ้านพระบาทห้วยต้มที่มีอาชีพทำเครื่องเงินมีทั้งหมด  350 ครัวเรือน หมู่บ้านที่มีอาชีพทำเครื่องเงินมากที่สุด  คือ หมู่บ้านหนองบอน หมู่ 11 รองลงมา คือ หมู่ 14 เด่นทรายมูล  หมู่ 18 บ้านหนองเกี๋ยง หมู่ 13 บ้านหนองนา หมู่ 12 บ้านเด่นยางมูล และหมู่ 8 บ้านพระบาทห้วยต้ม
ขั้นตอนการทำเครื่องเงิน
ขั้นตอนที่
1
               
นำเม็ดเงินมาหลอม  โดยใส่ภาชนะเตรียมไว้ แล้วใช้ถังพ่นแก๊สหลอมเงิน ความร้อนจากแก๊สทำให้เม็ดเงินละลาย
ข้อควรระวัง
  ไม่ควรให้เศษผงเข้าไปในขณะที่หลอมเม็ดเงิน
ขั้นตอนที่
  2
               
นำเงินที่ทำการหลอมแล้วมาเทลงบนแท่งพิมพ์ ใช้เวลาให้เงินแข็งตัวประมาณ  นาที เมื่อเป็นแท่งเงินแล้ว นำเงินที่แข็งตัวออกจากแท่งพิมพ์

แล้วนำไปแช่น้ำเปล่า เพื่อคายความร้อน ก็จะได้เงินที่มีลักษณะเป็นแท่ง
ขั้นตอนที่
  3
               
นำแท่งเงินที่ได้มาทำการรีดโดยใช้เครื่องรีดเงิน  ตามลักษณะของการใช้งาน  เช่น  การทำเป็นลักษณะของจี้ จะรีดเป็นแผ่น
ขั้นตอนที่
  4
               
เมื่อได้เม็ดเงินที่ทำการรีดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำการออกแบบลวดลายของเครื่องเงิน เช่น การทำจี้ก็จะนำแผ่นเงินมาเขียนเป็นลวดลายต่างๆ
แล้วนำกรรไกรตัดตามรูปแบบ และตอกลวดลายตามที่ต้องการและใส่ห่วงเป็นจี้
ขั้นตอนที่
  5
                นำเงินที่สำเร็จรูปแล้ว ไปแช่น้ำกรดเพื่อกัดรอยเชื่อมและขาวสะอาด
ขั้นตอนที่
  6
               
นำมาล้างน้ำสะอาด ใส่ไฮเตอร์เพื่อลงดำ
ขั้นตอนที่
  7
               
เมื่อทำการแช่ไฮเอตร์เสร็จเรียบร้อยแล้วไปขัดโดยใช้น้ำผงซักฟอกขัดให้เป็นเงาและใสขึ้น เงินที่ได้ก็จะสวยงามขึ้น

ต้นทุนและรายได้การทำเครื่องเงินต้นทุน เม็ดเงิน  1  กิโลกรัม             8,300      บาท
อุปกรณ์ในการทำเครื่องเงิน
                ถังพ่นแก๊ส            ชุดละ     950         บาท
                น้ำประสาน          ถุงละ      50          บาท
                น้ำมันเบนซิน       ลิตรละ      20          บาท
                คีม           อันละ    100         บาท
                ค้อน       อันละ    100         บาท
                กระดาษทราย       แผ่นละ     20        บาท
                รวมต้นทุนในการทำเครื่องเงิน        9,540     บาท
รายได้
การแปรรูป ผลิตภัณฑ์ประเภท
: กำไล         1    กิโลกรัม            
                
       ทำได้    250        ชิ้น
                      ชิ้นละ                       25      กรัม
                      ราคาขายกรัมละ             15           บาท
                      ราคาขายส่งกรัมละ        10 บาท
                 ผลิตภัณฑ์ประเภท จี้     1      กิโลกรัม
                     
ทำได้             500        ชิ้น
                     ชิ้นละ        10       ชิ้น
                     ราคาขายกรัมละ   15          บาท
                     ราคาขายส่งกรัมละ               10         บาท
                  ผลิตภัณฑ์ประเภท: สร้อยคอ  1 กิโลกรัม
                 
  ทำได้    1,100     เส้น
                    เส้นเล็กทำได้           600     เส้น
                    เส้นใหญ่ทำได้       500       เส้น
                    ราคาขายกรัมละ                  15       บาท
                    ราคาขาย                  10        บาท
 รายได้เม็ดเงิน   ต่อ  กิโลกรัม      ได้กำไร  2,000 – 3,000  บาท (กิโลกรัมละ  12,000  บาท ณ.ปัจจุบัน 

การวิเคราะห์ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ของการทำหัตถกรรมเครื่องเงิน
จุดแข็งของการทำเครื่องเงิน
   1.  การทำเครื่องเงินสามารถทำให้ชุมชนพึ่งตนเองได้
   2. ชุมชนมีอาชีพเสริม บางครอบครัวยึดเป็นอาชีพหลัก
   3. เป็นสินค้าที่ต้องการของตลาด
   4. คนในชุมชนมีการพัฒนาฝีมือและมีความคิดสร้างสรรค์
   5. เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว
   6. เป็นหัตถกรรมที่ทำด้วยมือ และมีความประณีต(เป็นที่ยอมรับของตลาด)
   7. มีองค์ต่างๆเข้ามาสนับสนุนในการทำเครื่องเงิน
จุดอ่อนในการทำเครื่องเงิน
   1. ไม่มีการรวมกลุ่มการทำหัตถกรรมการเครื่องเงิน
   2. เกิดการแข่งขันกันเองในเรื่องของการตลาด
   3. มีการเอารัดเอาเปรียบภายในกลุ่มของการทำเครื่องเงิน
   4. การผลิตเครื่องเงิน ต้องพึ่งพิงตลาดในการรับซื้อ
   5. ชาวบ้านไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการตลาด  
โอกาส
   1. ทำให้เป็นหัตถกรรมเครื่องเงินที่น่าสนใจของบุคคลทั่วไป
   2. เป็นทางเลือกในการส่งเสริมการท่องเที่ยว
   3. ทำให้มีงบประมาณของหน่วยงานต่างๆเข้ามาช่วยเหลือในการซื้ออุปกรณ์
   4. ทำให้สินค้าที่ผลิตมีชื่อเสียง เนื่องจากเป็นสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
อุปสรรคของการทำเครื่องเงิน

   1. ราคาเม็ดเงินในตลาดไม่คงที่
   2. ต้นทุนสูงแต่ราคาขายเท่าเดิม
   3. เมื่อต้นทุนสูงทำให้เกิดชะงักและขาดรายได้
   4. มีการลอกเลียนแบบลายต่างๆ

การจัดตั้งกลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงิน 
จัดตั้ง  เมื่อวันที่   7   มีนาคม 2547. ศูนย์พัฒนาสงเคราะห์ชาวเขา
วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกลุ่มเครื่องเงิน
   1. เพื่อกลุ่มมีอำนาจต่อรองในการขายสินค้า
   2. มีหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆให้การสนับสนุนและส่งเสริมการดำเนินงานของกลุ่ม
   3. มีร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม
   4. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงานของกลุ่ม
   5. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาหมู่บ้าน
   6. เพื่อส่งเสริม พัฒนาอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่ม
   7. เพื่อเป็นศูนย์กลางเพื่อประสานงานกับภาครัฐและภาคเอกชน

3) กลุ่มตีเหล็ก

                    กลุ่มตีเหล็กทำมีด จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ..2519 โดยหัวหน้าศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาที่ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มนี้ขึ้น โดยมีแรงบันดาลใจมาจากการเห็นว่าเครื่องมือการทำการเกษตรเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงเพื่อใช้ในการเกษตรและการเกษตรเป็นพื้นฐานอาชีพของกะเหรี่ยงอยู่แล้วและเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำกันตั้งแต่ในสมัยอดีต ซึ่งเครื่องมือในการตีเหล็กในอดีตมีเพียงไม่กี่ชนิดดังนั้น จึงเล็งเห็นความสำคัญของเครื่องมือการทำการเกษตรที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงและชาวเขาเผ่าอื่นด้วย ฉะนั้นควรจะมีการอนุรักษ์ไว้และเพื่อเป็นการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นต่อไป จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มตีเหล็กทำมีดขึ้นเมื่อ พ.. 2522 อย่างเป็นทางการ

                   ระยะแรกของการจัดตั้งกลุ่มศูนย์สงเคราะห์ชาวเขาให้การสนับสนุนในเรื่องการอบรม  รุ่น และ ปี พ.. 2536 ได้สร้างโครงตีเหล็กทำมีดขึ้นพร้อมได้รับงบประมาณ และมีอุปกรณ์เพิ่มขึ้นและทันสมัยโดยได้รับการสนับสนุนจากกรมการพัฒนาชุมชน และเมื่อปี พ.. 2539ทางกลุ่มจึงได้จัดทำโครงการของงบประมาณจากสันติภาพ ไทยอเมริกัน ได้สนับสนุนอุปกรณ์และเงินงบประมาณเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน ทางกลุ่ม มีเงินงบประมาณหมุนเวียน  60,000 บาท

การจัดการของกลุ่มตีเหล็กทำมีด
กลุ่มตีเหล็กทำมีดจะมีการจัดการกลุ่มสมาชิกที่ทำงานกับกลุ่มตีเหล็กทำมีดจะต้องปฏิบัติดังนี้
1.)  ถ้าสมาชิกท่านใดตีเหล็กทำมีดได้เท่าไรก็ตามจะต้องหักเข้ากองทุน  50 บาท และหักค่าน้ำค่าไฟและค่าอุปกรณ์ 12 บาท ต่อ เล่ม มีสมาชิกประกอบด้วย
2
.)  ทางกลุ่มจะมีการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่ายในแต่ละเดือน
3.)  กลุ่มจะมีการประชุมประจำเดือน

4.) กลุ่มมีการจัดตั้งกฎระเบียบของกลุ่ม ดังนี้
     4.1  สมาชิกท่านใดทำความเสียหากับกลุ่มจะหัก    50  บาท   เพื่อเข้ากองทุน
     4.2  สมาชิกท่านใดไม่ทำตามระเบียบของกลุ่ม      หัก  100  บาท       เพื่อเข้ากองทุน
     4.3  สมาชิกท่านใดทำผิดข้อตกลงกับกลุ่ม   หัก   100  บาท    เพื่อเข้ากองทุน
     4.4  สมาชิกท่านใดขาดงานไม่ได้แจ้ง   หักค่าแรงรายวัน       เพื่อเข้ากองทุน
 แนวทางการดำเนินงาน

                    กลุ่มตีเหล็กทำมีดจะยึดหลักคำสอนของหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศ์ษาพัฒนา คือ การอยู่อย่างพอมีพอกินทำให้กลุ่มตีเหล็กไม่เป็นกลุ่มที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนกลุ่มเครื่องเงิน

การสนับสนุนกลุ่มจากหน่วยงาน
1.   พัฒนาชุมชน
2.   หน่วยงานอาสาสมัคร สันติภาพไทย อเมริกา
3.   กรมพัฒนาฝีมือแรงงานภาคเหนือ
4.   ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม
5.   โครงการหลวง
6.   อุตสาหกรรมภาคเหนือ
ปัญหาและอุปสรรค
1.    สมาชิกกลุ่มไม่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน
2.    สมาชิกกลุ่มไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าที่ควร
3.    วัตถุดิบในการผลิตหายากและมีราคาสูงขึ้น
รายได้ของสมาชิกกลุ่ม
                ประมาณ  3,000  บาท
การผลิตสินค้าและการจำหน่าย
1.    มีดขนาดใหญ่
2.    มีดเล็ก
3.    เสียม
4.    จอบ
5.    แชลง
การบริการลูกค้า
                - มีดเก่านำมาทำใหม่ เล่มละ    25 – 30  บาท   และ ทำมีดใหม่ เล่มละ      50  บาท

ศักยภาพของหมู่บ้าน

1)      มีทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ ศิลาแลง น้ำตก มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงาม  เป็นทางผ่านไปสู่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง

2)      เป็นถิ่นกำเนิดนักบุญแห่งล้านนา อันประกอบด้วย  ครูบาศรีวิชัย  ครูบาขาวปี  และครูบาวงศาพัฒนา

3)      มีโบราณสถาน โบรารณวัตถุ พระธาตุมหาเจดีย์ศรีเวียงชัย (ชเวดากอง) , วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม , รอยพระพุทธบาท , บ่อน้ำทิพย์ , พระบาทกบ และมณฑปพระเจ้าเก้าตื้อ

4)      มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีชนเผ่ากะเหรี่ยง ที่มีความเป็นเอกลักษณ์  ประชาชนมีความรักสามัคคี  เอื้ออาทรต่อกัน

5)      เป็นแหล่งผลิตเครื่องเงิน  ผ้าทอกะเหรี่ยง ผ้าทอมือที่มีชื่อเสียง