พิธีผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต
3/11/2010 2:17:25 PM

พิธีผูกพัทธสีมา-ฝังลูกนิมิต

พุทธศาสนิกชนที่เข้าไปในวัด ส่วนใหญ่คงจะรู้สึกชินตากับแท่นหินในซุ้มที่ตั้งอยู่รอบโบสถ์ที่เราเรียกกันว่า ใบสีมาหรือ ใบเสมา อยู่ไม่น้อย แต่เชื่อว่าหลายคน อาจไม่ทราบว่าใบสีมานี้มีไว้เพื่ออะไร และหากบอกต่อว่าใต้ใบสีมานี้จะมี ลูกนิมิต ฝังอยู่ข้างใต้ คงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่อยากทราบว่า ลูกนิมิตคืออะไร ทำไมต้องฝังไว้ใต้ใบสีมาดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อเราเดินทางไปต่างจังหวัด หลายครั้งหลายคราที่เราเห็นป้ายที่ปักข้างทาง เชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนไปร่วมฝังลูกนิมิต ตามวัดต่างๆ โดยทั่วไป ลูกนิมิตที่พบเห็น มักจะมีลักษณะเป็นลูกหินกลมสีดำ มีทองคำเปลวปิดโดยรอบ
ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ลูกนิมิตหมายถึง ลูกที่ทำกลมๆ ประมาณเท่าบาตร มักทำด้วยหิน ใช้ฝังเป็นเครื่องหมายเขตอุโบสถ ส่วนพจนานุกรมฉบับมติชน ให้ความหมาย ลูกนิมิตว่า ก้อนหินที่วางบอกเขตพัทธสีมาในการทำสังฆกรรม
ดังนั้น ลูกนิมิตคือ ลูกหินกลมที่ใช้ฝัง เพื่อเป็นเครื่องหมายบอกให้ทราบว่าตรงไหนเป็นเขตอุโบสถหรือโบสถ์ เพื่อให้พระสงฆ์ได้ใช้เป็นที่ประกอบสังฆกรรมนั่นเอง
พระธรรมกิตติเมธี (จำนง ธมฺมจารี) โฆษกมหาเถรสมาคม (มส.) กล่าวถึงเหตุที่ต้องมี นิมิตว่าเป็นเครื่องหมายบอกว่าตรงไหนเป็นโบสถ์ สืบเนื่องมาจากในสมัยพุทธกาล เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนาแล้ว ภายหลังได้มีผู้เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุสาวกมากขึ้น พระองค์จึงได้ส่งพระภิกษุเหล่านี้ออกไปเผยแผ่พระศาสนาตามที่ต่างๆ
การที่พระภิกษุออกไปอยู่ห่างไกลจากพระพุทธองค์นั้น เท่ากับห่างจากการฟังพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ อีกทั้ง พระสงฆ์ที่บวชแล้วก็มิใช่ว่าจะบรรลุพระอรหันต์กันทุกองค์ ดังนั้น อาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของพระพุทธองค์ที่ต้องการให้มีการทบทวนพระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์อยู่เสมอ รวมทั้ง ให้พระสงฆ์ได้มีการปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาหรือทำกิจบางประการร่วมกัน ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงได้กำหนดให้พระสงฆ์ต้องประชุมร่วมกัน หรือที่เรียกว่า ทำสังฆกรรม ในบางเรื่อง เช่น การสวดปาติโมกข์ การบวชพระ การกรานกฐิน และการปวารณากรรม เป็นต้น โดยกำหนดให้ทำสังฆกรรมในบริเวณที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อมิให้ฆราวาสมายุ่งเกี่ยว
พระธรรมกิตติเมธี (จำนง ธมฺมจารี) กล่าวต่อว่า เนื่องจากเรื่องเหล่านี้เป็นกิจของสงฆ์ผู้ทรงศีลโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากในสมัยแรกๆ พระภิกษุยังไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแน่นอน แม้ว่าต่อมาจะมีผู้ถวายพื้นที่เป็นวัดให้พระอยู่ แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นป่าตามธรรมชาติ เช่น วัดเวฬุวัน (ป่าไผ่) ดังนั้น เมื่อพระสงฆ์ต้องจาริกไปยังที่ต่างๆ จึงทรงให้หมายเอาวัตถุบางอย่างเป็นเครื่องกำหนดเขตแดน เรียกว่า การผูกสีมา (คำว่า สีมา แปลว่า เขตแดน) ซึ่งพระพุทธองค์ได้กำหนดไว้ 8 ประการ ได้แก่ ภูเขา ศิลา ป่าไม้ ต้นไม้ จอมปลวก หนทาง แม่น้ำ และน้ำนิ่ง และเรียกเครื่องหมายบอกเขตแดนนี้ว่านิมิต
แต่นิมิตเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ ทำให้การกำหนดเขตแดนที่จะทำสังฆกรรม หรือพูดง่ายๆ ว่า การกำหนดสถานที่ประชุมสงฆ์ทำได้ยากและมักคลาดเคลื่อน ต่อมาจึงการพัฒนากำหนดนิมิตใหม่อีกประเภทหนึ่งขึ้นแทน คือ เป็นนิมิตที่จัดสร้างหรือทำขึ้นเฉพาะ เช่น บ่อ คู สระ และก้อนหิน โดยเฉพาะก้อนหินเป็นที่นิยมกันมาก เพราะทนทานและเคลื่อนย้ายได้ยาก ครั้นเมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้น จึงได้มีการประดิษฐ์ก้อนหินให้เป็นลูกกลมๆ เป็นเครื่องหมายที่ค่อนข้างถาวรขึ้นแทน และเรียกกันว่า ลูกนิมิต ดังที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงมีการเรียกเขตแดนที่ใช้ทำสังฆกรรมนี้ว่า โบสถ์
สมัยก่อนโบสถ์คงมีลักษณะตามธรรมชาติมากกว่าจะเป็นถาวรวัตถุเช่นสมัยนี้ และเมื่อมีลูกนิมิตเป็นเครื่องหมายบอกเขต ต่อมามีพิธีที่เรียกว่าการฝังลูกนิมิต
การฝังลูกนิมิต มีชื่อเรียกเป็นทางการอีกอย่างหนึ่งว่า การผูกพัทธสีมา (แปลว่า เขตทำสังฆกรรมที่กำหนดตามพุทธานุญาต) โดยปัจจุบันจะเริ่มจากพระสงฆ์ประชุมพร้อมกันในโบสถ์ เพื่อทำพิธีสวดถอน มิให้อาณาบริเวณที่จะกำหนดนี้ไปทับที่ที่เคยเป็นสีมา หรือเป็นที่ที่มีเจ้าของครอบครองอยู่ก่อน
เมื่อพระสงฆ์สวดถอนเป็นแห่งๆ ไปตลอดสถานที่ที่กำหนดเป็นเขตแดนทำสังฆกรรมแล้วว่ามีอาณาเขตเท่าใด จากนั้นจะต้องไปขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เพื่อให้ที่ดินบริเวณนั้นเป็นสิทธิ์ของสงฆ์ ที่เรียกว่า ขอวิสุงคามสีมา (คือเขตที่ได้พระราชทานแก่สงฆ์เพื่อใช้เป็นที่ทำสังฆกรรม) เป็นการแยกส่วนบ้านออกจากส่วนวัด (วิสุง แปลว่า ต่างหาก, คาม แปลว่า บ้าน) การที่ต้องขอพระบรมราชานุญาตเพราะถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเจ้าของแผ่นดิน การจะกระทำใดบนพื้นแผ่นดินจึงต้องขอพระบรมราชานุญาตก่อน
โดยทั่วไป ลูกนิมิตที่ใช้ผูกสีมาจะมีจำนวน 9 ลูก โดยฝังตามทิศต่างๆ โดยรอบอุโบสถทั้ง 8 ทิศ ทิศละ 1 ลูก และฝังไว้กลางอุโบสถอีก 1 ลูกเป็นลูกเอก เมื่อจะผูกสีมาพระสงฆ์จำนวน 4 รูป จะเดินตรวจลูกนิมิตที่วางไว้ตามทิศต่างๆ โดยเริ่มตั้งแต่ทิศตะวันออกเป็นต้นไป เรียกว่า สวดทักสีมา จนครบทุกทิศและมาจบที่ทิศตะวันออกอีกครั้งเพื่อให้แนวนิมิตบรรจบกัน เมื่อสวดทักนิมิตจบแล้ว ก็จะกลับเข้าไปประชุมสงฆ์ในอุโบสถ และสวดประกาศสีมาอีกครั้ง หลังจากนั้นก็จะทำการตัดลูกนิมิตลงหลุมเพื่อกลบ แล้วสร้างเป็นซุ้มหรือก่อเป็นฐานตั้งใบสีมาต่อไป
เป็นที่น่าสังเกตว่าปัจจุบันใบสีมานี้ ได้กลายเป็นเครื่องหมายบอกเขตของโบสถ์แทนลูกนิมิตที่เป็นเครื่องหมายเดิมที่ถูกฝังอยู่ข้างใต้ไปแล้ว อาจจะเป็นเรื่องของความสวยงามหรือการออกแบบในภายหลังก็ได้ พระธรรมกิตติเมธีกล่าว
อนึ่ง ลูกนิมิตที่ใช้ฝังตามทิศต่างๆ นี้ มีผู้เปรียบว่าเป็นเสมือนองค์พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์สาวกสำคัญๆ กล่าวคือ ลูกนิมิตที่ฝังทางทิศตะวันออก หมายถึง พระอัญญาโกณฑัญญะ ซึ่งได้ชื่อว่าผู้รู้ราตรีกาลนาน คือ มีความรู้มาก ผ่านโลกมามาก
ทิศตะวันออกเฉียงใต้ หมายถึง พระมหากัสสปะ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ทรงธุดงค์คุณ
ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หมายถึง พระราหุล ผู้เป็นเลิศทางการศึกษา
ทิศใต้ หมายถึง พระสารีบุตร ผู้เลิศในทางปัญญา
ทิศเหนือ หมายถึง พระโมคัลลานะ ผู้เลิศทางฤทธิ์
ทิศตะวันตก หมายถึง พระอานนท์ ผู้เลิศในทางพหูสูต
ทิศตะวันตกเฉียงใต้ หมายถึง พระอุบาลี ผู้เลิศในทางวินัย
แลทิศตะวันตกเฉียงเหนือ หมายถึง พระควัมปติ ผู้เลิศในทางลาภและรูปงาม ส่วนลูกนิมิตกลางโบสถ์ก็คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ด้วยเหตุที่ในสมัยก่อน การที่จะสร้างโบสถ์ได้หลังหนึ่งๆ หรือแม้จะซ่อมแซมโบสถ์เก่าให้สวยงาม มิใช่เรื่องง่าย และต้องใช้ระยะเวลานานมาก
ดังนั้น จึงเชื่อกันว่าหากใครได้มีโอกาสทำบุญฝังลูกนิมิต จะมีอานิสงส์ถึง 6 ประการด้วยกันคือ
1. ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บทุกชาติ ปราศจากอุปัททวะ (อุ-ปัด-ทะ-วะ สิ่งอัปมงคล) ทั้งหลาย
2. ไม่เกิดในตระกูลต่ำ
3. หากเกิดในมนุษย์โลกก็จะเกิดเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์
4. หากเกิดในเทวโลกก็จะเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช
5. จะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินเงินทอง มีผิวพรรณผ่องใส
6. ข้อสุดท้ายคือมีอายุยืนนาน และมักจะใส่สมุด ดินสอ เข็ม และด้าย ลงไปในหลุมที่ฝังลูกนิมิตด้วย เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้มีความจำดี มีปัญญาเฉียบแหลมเหมือนเข็ม และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องเหมือนความยาวของด้าย
อันที่จริงแล้ว การฝังลูกนิมิตเพื่อกำหนดเขตทำสังฆกรรม หรือปัจจุบันคือการกำหนดเขตที่เป็นโบสถ์นั้น เป็นกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ คือฆราวาสหรือชาวบ้านไม่ได้มีส่วนยุ่งเกี่ยว
แต่เนื่องจากปัจจุบันโบสถ์ มิเพียงแต่จะเป็นสถานที่ที่สงฆ์ใช้ทำสังฆกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นศาสนสถานที่พุทธศาสนิกชนใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมอื่นๆ ด้วย
อีกทั้ง ไม่ว่าสร้างหรือซ่อมแซมโบสถ์ขึ้นใหม่จำเป็นจะต้องมีการผูกพัทธสีมาใหม่ทุกครั้ง ดังนั้น ทางวัดต่างๆ จึงมักจะประกาศเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนได้มาทำบุญสร้างกุศลด้วยกัน โดยการจัดงานฝังลูกนิมิตเพื่อสร้างโบสถ์ร่วมกัน ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่ก็ยินดี เพราะเชื่อกันว่าจะได้อานิสงส์มากดังกล่าว
อานิสงส์จากการร่วมทำบุญฝังลูกนิมิตนี้ บางคนอาจจะมีข้อกังขาว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องอนาคตอันยาวไกล แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นผลทันตาก็คือ จิตใจที่อิ่มเอิบและความปีติที่ได้มีโอกาสทำบุญสร้างกุศลที่ดีแก่ตนเอง ที่สำคัญบุญนี้ก็ได้มีส่วนช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวรต่อไปด้วยโฆษกมหาเถรสมาคมกล่าว

           ปิดทองฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมาฯไม่ตกนรก

พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะชาวไทยแล้วมีศรัทธาเชื่อถือมาแต่โบราณกาลแล้วว่า การไปทำบุญปิดทองฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมาเป็นบุญกุศลมหาศาลถ้าสามารถทำได้หลายวัดครบถึง 9 วัด จะทำให้ผู้ทำนั้น พันทุคติวินิ บาตนรกได้ กับช่วยให้เขาประสบสุคติโลกสวรรค์ได้ ข้อนี้ น่าจะเป็นจริง ถ้าท่านผู้นั้น เป็นมีศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำไปให้พ้นไปครั้งหนึ่งๆเท่านั้น
ผู้มีจิตศรัทธาจริง คือคนเช่นไร ผู้มีศรัทธาจริง คือ ผู้ที่มีศีล มีการฟังพระธรรมปฎิบัติตามพระธรรม มีความเสียสละไม่ตระหนี่ปลื้มใจที่ได้ทำความดี ไม่เสียดายภายหลังเรียกได้ว่า เป็นคนดีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ คนเช่นนี้ รับประกันได้ว่า จะได้ไปสวรรค์อันสมบูรณ์พูนสุขแน่นอนไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้เลย
ความรู้เกี่ยวกับพัทธสีมา
ชาวพุทธทั่วไป ควรจะมีความรู้ในเรื่องสีมาและนิมิตบ้าง เพื่อจะได้เห็นความสำคัญในเรื่องนี้ สีมา แปลว่า เขต หรือ แดน เหมือนกับเสาหิน เป็นเครื่องชี้เขตแดนของชาวบ้านทั่วไปนั้นเอง ตามพระวินัย สีมา มี 2 ประเภท ใหญ่ๆคือ
1.อพัทธสีมา คือ แดน ที่พระสงฆ์ มิได้กำหนดไว้ตายตัว หากกำหนดเอาตามที่ทางราชการบ้านเมืองกำหนดไว้ พระสงฆ์แต่ก่อนใช้เป็นเขตประชุมสงฆ์เพื่อทำสังฆกรรมชั่วคราว แต่สงฆ์ไม่มีกรรมสิทธิ์ถือเอาเป็นของสงฆ์อย่างถาวร สีมาชนิดนี้จึงไม่แน่นอนไม่ทราบว่าราชการจะยึดคืนเมื่อไร สมัยนี้จึงไม่นิยมใช้อพัทธสีมา
2. พัทธสีมา คือ แดนที่พระสงฆ์หมายกำหนดขึ้น โดยจัดตั้งลูกนิมิต สิ่งที่เป็นเครื่องหมาย มีหิน เป็นต้น ไว้เป็นจุดๆ วางไว้ 8 ทิศ หรือ 4 ทิศก็ได้ ตามที่นิยมโดยมากใช้ลูกนิมิตนอกโรงอุโบสถ 8 ลูก ในภายหลังมีการเพิ่มลูกนิมิตตรงกลางอุโบสถอีก1 ลูก
ขนาดของพัทธสีมา ซึ่งเป็นโรงอุโบสถนั้น มีพระพุทธานุญาตกำหนดขนาดเล็กพอจุพระสงฆ์ได้ 21 รูป ซึ่งนั่งอยู่ในหัตถบาสพร้อม กันแต่ถ้าจะทำพัทธสีมาใหญ่ ก็ให้มีขนาดกว้างได้ไม่เกิน 3 โยชน์ ถ้าเกินขนาดที่กำหนดนี้ถือว่าใช้ไม่ได้ (สีมาวิบัติ)

วิธีผูกพัทธสีมา 7 ขั้นตอน
การผูกพัทธสีมา พึงทำไปตามลำดับหรือขั้นตอน ดังนี้
1. พื้นที่ที่จะสมมุติเป็นสีมา ต้องได้รับอนุญาติจากราชการบ้านเมืองก่อน
2. ต้องประชุมภิกษุที่อยู่ในเขตสีมาหรือนำฉันทะของท่านมา
3. ต้องสวดถอนเป็นภาษาบาลี
4. จัดเตรียมลูกนิมิตไว้ตามทิศ(สี่ทิศหรือแปดทิศ)
5. เมื่อสมมุติสีมา ต้องประชุมภิกษุผู้อยู่ภายในนิมิต
6. สวดทักนิมิตเป็นภาษาบาลี
7. สวดสมมุติสีมาเป็นภาษาบาลี
พัทธสีมามี 4 ประเภท
1. ขัณฑสีมา คือ สีมาขนาดเล็กที่สงฆ์กำหนดผูกเฉพาะโรงอุโบสถที่อยู่ในมหาสีมา โดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นเครื่องคั่นแดน(สีมันตริก)ระหว่างมหาสีมา กับ ขัณฑสีมาเพื่อไม่ให้สีมาทั้ง 2 คาบเกี่ยวกัน
2. มหาสีมา คือ สีมาที่ท่านกำหนดผูกทั่วบริเวณวัด
3. สีมา 2 ชั้น หมายถึง มหาสีมา กับ ขัณฑสีมาในวัดเดียวกัน
4. นทีปารสีมา สีมาที่สมมุติคร่อมฝั่งน้ำหมายถึง สีมาที่สงฆ์สมมุติคร่อมฝั่งน้ำทั้ง 2 โดยเปิด แม่น้ำไว้กลางสีมาชนิดนี้ ทรงพระพุทธานุญาตให้สมมุติได้เฉพาะในตำบลที่มีเรือไปมาอยู่เสมอ